Home ผลงานวิจัยที่เผยแพร่

คนที่กำลังเข้าชม

เรามี 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
mod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_countermod_vvisit_counter
mod_vvisit_counterวันนี้70
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้74
mod_vvisit_counterสัปดาห์นี้258
mod_vvisit_counterสัปดาห์ที่แล้ว397
mod_vvisit_counterเดือนนี้514
mod_vvisit_counterเดือนนี้ที่แล้ว1492
mod_vvisit_counterทั้งหมด2453

เรามี: 1 บุคคลทั่วไป ออนไลน์
ไอพีของคุณ: 38.107.191.88
 , 
Today: ก.ย. 08, 2010
PDF พิมพ์ อีเมล
ผลงานทางวิชาการของวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ


m0002

นายจารึก ศิลป์สวัสดิ์
ตำแหน่งรองผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนากิจการนักเรียนนักศึกษา


ผลงานวิจัย

ชื่อรายงานวิจัย การพัฒนาการบริหารองค์การวิชาชีพหน่วยวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ

ผู้รายงาน นายจารึก ศิลป์สวัสดิ์
ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ
ปีที่วิจัย 2552

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) สร้างรูปแบบการบริหารองค์การวิชาชีพหน่วยวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ 2) ประเมินความรู้ ทักษะ และเจตคติของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องหลังจากการฝึกอบรม 3) ศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่อการจัดสรรและแนวปฏิบัติ เกี่ยวกับงบประมาณ 4) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับความเหมาะสมต่อวัสดุ อุปกรณ์ และอาคารสถานที่ในการดำเนินงานองค์การวิชาชีพ 5) ศึกษาผลการดำเนินงานองค์การวิชาชีพจากคณะกรรมการประเมินระดับภาค ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินกิจกรรมองค์การวิชาชีพ จำนวน 69 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล มีดังนี้ 1) แบบประเมินตนเองสำหรับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับความรู้ ทักษะ และเจตคติ ในการบริหารองค์การวิชาชีพ ที่ได้รับจากการฝึกอบรม 2) แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการจัดสรรและแนว ปฏิบัติเกี่ยวกับงบประมาณ 3) แบบสอบถามความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับ วัสดุ อุปกรณ์ และอาคารสถานที่ ในการบริหารองค์การวิชาชีพ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

1. รูปแบบการบริหารองค์การวิชาชีพหน่วยวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระที่สร้างขึ้นคือ

1.1 การจัดฝึกอบรมให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความรู้ ทักษะ และเจตคติ ในการดำเนินกิจกรรมองค์การวิชาชีพ

1.2 ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการจัดสรรและกำหนดแนวปฏิบัติในการเบิกจ่ายเกี่ยวกับงบประมาณ

1.3 ให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องร่วมกันดำเนินการ จัดทำ จัดหา จัดซื้อ เกี่ยวกับวัสดุ อุปกรณ์ และอาคารสถานที่

1.4 ผู้วิจัยใช้กระบวนการบริหารคุณภาพ(PDCA)ในการบริหารการดำเนินงานกิจกรรมองค์การวิชาชีพ

2. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นด้วยว่า ตนเองได้รับ ความรู้ ทักษะ และเจตคติ ในการดำเนินกิจกรรมองค์การวิชาชีพหลังการฝึกอบรม อยู่ในระดับ สูงมาก

3. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อการจัดสรรและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับงบ ประมาณ ในการดำเนินกิจกรรมองค์การวิชาชีพ อยู่ในระดับ มาก

4. ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมีความคิดเห็นว่า วัสดุ อุปกรณ์ และอาคารสถานที่ ในการดำเนินกิจกรรมองค์การวิชาชีพ มีความเหมาะสมอยู่ในระดับ มากที่สุด

5. ผลการประเมินการดำเนินงานองค์การวิชาชีพ หน่วยวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ ปรากฏว่า ผ่านการประเมินเป็นหน่วยมาตรฐาน ระดับเหรียญทอง


ดาวน์โหลดเอกสารงานวิจัยชุดที่ 1  ดาวน์โหลดเอกสารงานวิจัยชุดที่ 2



m0003


นายบรรยงค์ วงศ์สกุล

ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ


ผลงานวิจัย

ชื่อรายงานวิจัย การพัฒนาสมรรถนะการวิจัยของครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ
ผู้รายงาน นายบรรยงค์ วงศ์สกุล
ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ
ปีที่วิจัย 2552

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงทดลองมีวัตถุประสงค์ดังนี้ (1) สร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยของครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ (2) ประเมินผลสมรรถนะการวิจัยของครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระที่ได้รับการพัฒนา (3) ศึกษาความพึงพอใจของครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระต่อกระบวนการพัฒนาสมรรถนะการวิจัย (4) ประเมินคุณภาพรายงานผลการวิจัยของครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระที่ได้รับการพัฒนา ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือครูวิทยาลัยวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ จำนวน 42 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีดังนี้ (1) แบบประเมินตนเองถึงความรู้ และทักษะ ที่ได้รับและก่อให้เกิดสมรรถนะการวิจัยของครูที่เข้ารับการพัฒนา (2) แบบสอบถามความพึงพอใจของครูต่อการฝึกอบรม (3) แบบสอบถามความพึงพอใจของครูต่อการดำเนินงานการวิจัย (4) แบบประเมินคุณภาพรายงานผลการวิจัยโดยผู้ทรงคุณวุฒิ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าคะแนนเฉลี่ย ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้

1. รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะการวิจัยของครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระที่สร้างขึ้น คือ การฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการโดยเชิญผู้เชี่ยวชาญมาเป็นวิทยากรในการฝึกอบรม แล้วให้ครูดำเนินการวิจัยแบบต่อเนื่อง โดยตลอดการดำเนินการวิจัยจะมีพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษาแนะนำจนแล้วเสร็จ แบ่งเป็น 3 ระยะ คือระยะที่ 1 การจัดทำโครงการวิจัย ระยะที่ 2 การดำเนินการวิจัย และระยะที่ 3 การรายงานผลการวิจัย
2. ครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระที่เข้ารับการพัฒนาสมรรถนะการวิจัย เห็นด้วยว่าตนเองได้รับความรู้และทักษะที่ก่อให้เกิดสมรรถนะการวิจัย จากกระบวนการพัฒนาทั้ง 3 ระยะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับสูง และทุกระยะโดยภาพรวม ก็อยู่ในระดับสูงเช่นกัน สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัย

3. ครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ มีความพึงพอใจต่อการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการทั้ง 3 ระยะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นระยะพบว่าทุกระยะก็มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเช่นกัน สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัย

4. ครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระ มีความพึงพอใจต่อการดำเนินการวิจัย ทั้ง 3 ระยะ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นระยะพบว่าทุกระยะก็มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากเช่นกัน สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัย

5. รายงานผลการวิจัยของครูวิทยาลัยการอาชีพเวียงสระที่เข้ารับการพัฒนา มีคุณภาพถึงระดับดี ร้อยละ 64.29 และมีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง ร้อยละ 35.71 สอดคล้องกับสมมุติฐานการวิจัย

ดาวน์โหลดเอกสารงานวิจัยชุดที่ 1 ดาวน์โหลดเอกสารงานวิจัยชุดที่ 2



t701

นายธรรมสิงห์ เทพเลื่อน

ผลงานวิจัย

หัวข้อวิทยานิพนธ์ การวิเคราะห์คุณลักษณะเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเหนี่ยวนำแบบกระตุ้นด้วยตนเอง โดยใช้มอเตอร์รีพันชั่น 1 เฟสเป็นตัวต้นกำลัง
หน่วยกิต 12
ผู้เขียน นายธรรมสิงห์ เทพเลื่อน
อาจารย์ที่ปรึกษา ผศ.ดร. ณรงค์ มั่งคั่ง
ดร.คมกฤษ ชมสุวรรณ
หลักสูตร ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต
สาขาวิชา วิศวกรรมไฟฟ้า
ภาควิชา ครุศาสตร์ไฟฟ้า
คณะ ครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
พ.ศ. 2550

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คุณลักษณะเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเหนี่ยวนำแบบกระตุ้นด้วยตนเอง โดยใช้มอเตอร์รีพัลชั่น 1 เฟสเป็นตัวต้นกำลัง ในการผลิตแรงเคลื่อนไฟฟ้าสามเฟสที่มีองค์ ประกอบของโหลดที่เปลี่ยนแปลงไป เครื่องต้นกำลังที่ใช้เป็นรีพัลชั่นมอเตอร์ที่สามารถปรับความเร็วได้ เนื่องจากมอเตอร์เหนี่ยวนำไฟฟ้า 3 เฟสทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ทำให้แรงดันลดลงมากกว่าปกติ วิธีแก้ไขเบื้องต้นกระทำได้โดยเพิ่มความเร็วรอบของตัวขับ สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือทิศทางการหมุนของเครื่องกลทั้งสองต้องควบคุมให้ไปในทิศทางเดียวกัน ในกรณีที่ทิศทางต่างกันทำให้เครื่องต้นกำลังเกิดการเสียหายได้ ผลที่ได้จากการทดลองเมื่อไม่มีตัวเก็บประจุ 3 เฟส ต่อในระบบมอเตอร์เหนี่ยวนำไฟฟ้าซึ่งทำหน้าที่เป็นเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ต้องจ่ายระบบไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟสเข้าสู่ขอลวดสเตเตอร์ช่วงขณะหนึ่งค่าที่ได้ของแรงดันมีน้อยมาก หรือไม่มีแรงดันเลย ดังนั้นถ้าต้อง การให้สามารถทำงานด้วยตัวเองได้จะต้องนำตัวเก็บประจุ ( Capacitor ) มาต่อคร่อมที่ขั้วของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าตัวเก็บประจุที่ต่อคร่อม สามารถผลิตพลังงานปฏิกิริยาย้อน กลับให้แก่เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและชดเชยตัวประกอบกำลังให้แก่โหลด ขนาดของตัวเก็บประจุมีผลต่อการเกิดกระแสไหลย้อนกลับ จึงทำให้มีขนาดแรงดันที่ค่อนข้างสูง จากผลที่ได้เมื่อทำการต่อโหลดเข้าสู่ระบบค่าที่วัดได้มีกี่เปลี่ยนแปลงทั้งค่าแรงดัน ,ค่ากระแสไฟฟ้า ,ความเร็วรอบของโรเตอร์

ดาวน์โหลดเอกสารงานวิจัยชุดที่ 1 ดาวน์โหลดเอกสารงานวิจัยชุดที่2



Research050

นายเอกชัย ศรีสุข
ปริญญานิพนธ์

ชื่อ : นายประสิทธิ์ มงคลเกษตร
: นายเอกชัย ศรีสุข
ชื่อเรื่อง : บทเรียนทางอินเตอร์เน็ตเรื่อง แม่เหล็กถาวรและแม่เหล็กไฟฟ้า
: (Permanent Magnet and Electrical Magnet )
ที่ปรึกษาปริญญานิพนธ์ : อาจารย์ชูศักดิ์ พฤกษพิทักษ์
: อาจารย์ชูชาติ สีเทา
หลักสูตร :ครุศาสตร์อุตสาหกรรม
สาขาวิชา :วิศวกรรมไฟฟ้า
ภาควิชา : ครุศาสตร์ไฟฟ้า
คณะ : ครุศาสตร์อุตสาหกรรม สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
ปีการศึกษา : 2546

บทคัดย่อ

ปริญญานิพนธ์นี้เป็นการนำเสนอบทเรียนทางอินเตอร์เน็ต เรื่อง “ แม่เหล็กถาวร และ แม่เหล็กไฟฟ้า ” หลักสูตรการศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ( ปวช. ) โดยใช้ภาษา HTML โดยสร้างจากโปรแกรม Macromedia Dreamweaver 4 ซึ่งลักษณะการนำเสนอ แบบมัลติมีเดีย คือ มีทั้งตัวอักษร ภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว โดยภาพเคลื่อนไหวที่ใช้ในบทเรียนสร้างจากโปรแกรม Macromedia Flash 5 เป็นโปรแกรมที่สามารถสร้างภาพเคลื่อนไหวได้ดีกว่าโปรแกรมอื่น และสามารถที่จะนำเสียงเข้าไปใช้กับโปรแกรมนี้ได้ ประกอบกับไฟล์ที่ได้เป็น .swf จึงทำให้ไฟล์ที่ได้มีขนาดเล็ก เป็นการนำเสนอแบบมัลติมีเดีย เพื่อทำให้ผู้เข้ามาเยี่ยมชมบทเรียนผ่านระบบอินเตอร์เน็ตได้ลดจินตนาการและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน เนื้อหาที่มีอยู่ในบทเรียนเป็นเนื้อหาเรื่อง “ แม่เหล็กถาวร และ แม่เหล็กไฟฟ้า ” ซึ่งเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ( ปวช. ) จากผลการโครงงานทดสอบโครงงานนี้ สามารถเรียกดูผ่านเว็บ Brownser Internet Explorer 5 ขึ้นไปเนื้อหาที่นำเสนอเป็นภาษาไทยเป็นหลัก และมีภาษาอังกฤษเป็นบางส่วน

วิทยานิพนธ์

หัวข้อวิทยานิพนธ์ : การจำลองการวิเคราะห์องค์ประกอบที่มีผลต่อความไม่เสถียรภาพ ของการอาร์กในสุญญากาศโดยใช้รูปแบบของจุดแคโทด
หน่วยกิต : 12 หน่วยกิต
ผู้เขียน : นายเอกชัย ศรีสุข
อาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ.ดร. ณรงค์ มั่งคั่ง
: ดร.คมกฤตย์ ชมสุวรรณ
หลักสูตร : ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต
สาขาวิชา : วิศวกรรมไฟฟ้า
ภาควิชา : ครุศาสตร์ไฟฟ้า
คณะ : ครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
พ.ศ. : 2550


บทคัดย่อ

การวิจัยนี้เป็นการประยุกต์ใช้กระบวนการทางไฟไนต์อิลิเมนต์ (Finite Element)ในการวิเคราะห์ค่าขององค์ประกอบต่างๆที่มีผลต่อความไม่เสถียรภาพของการอาร์กในสุญญากาศโดยใช้ขั้วแคโทดที่ทำจากเงินและใช้รูปแบบของจุดแคโทดสำหรับการอธิบายสัญญาณรบกวนที่เกิดบนรูปคลื่นของเส้นกระแสอาร์กก่อนที่จะเกิดกระแสช้อบปิ้ง บริเวณที่เกิดจุดแคโทดก็คือช่องว่างระหว่างเปลือกหุ้มประจุที่เกิดการชนปะทะกันระหว่างไอออนกับพลาสมา ค่าแรงดันที่ตกคร่อมแคโทด สามารถหาค่าได้โดยใช้หลักการของการถ่ายเทความร้อน แต่ค่ากระแสอาร์ก I, ค่าอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงของแคโทดกับแอโนด: , และค่าแรงดันที่ป้อนให้กับการอาร์ก Va, จะใช้การวัดหาค่า ค่าของแรงดันที่ตกคร่อมแคโทด หาค่าได้โดย =Va* ( ) ส่วนค่าตัวแปรอีก 8 ค่าคือ ค่ารัศมีจุดอาร์กแคโทด, ค่าความหนาแน่นกระแส, ค่าสนามไฟฟ้าแคโทด, ค่าสัดส่วนกระแสอิเล็กตรอน, ค่าแรงดันตกคร่อมเปลือกหุ้มประจุ, ค่าความหนาแน่นพลาสมา, ค่าอุณหภูมิอิเล็กตรอนของพลาสมา และค่าอุณหภูมิผิวหน้าของแคโทดจะใช้สมการจำนวน 8 สมการในการคำนวณหา โดยในการคำนวณหาค่านั้นจะมีตัวแปรที่ไม่ทราบค่าจำนวน 2 ตัวคือ ค่าพลังงานที่ป้อนให้กับแคโทดกับค่าสัดส่วนกระแสไอออนจะใช้ค่าที่ได้จากการทดลองที่ได้มีการศึกษาไว้ก่อนแล้ว ผลการวิจัยพบว่าความไม่เสถียรภาพจะเกิดขึ้นเมื่อค่ากระแสอาร์กต่ำกว่าค่าที่ควรจะเป็นจริง ทำให้ค่ากระแสเกิดความไม่มั่นคงและก็ยังไม่สามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้ โดยค่ากระแสนี้จะสอดคล้องกับประเด็นของสาเหตุที่ทำให้เกิดความไม่เสถียรภาพของการอาร์กในสุญญากาศ ค่าต่ำสุดของกระแสที่ สามารถใช้แก้ปัญหาได้นั้นถูกกำหนดด้วยสมการของสนามไฟฟ้าแคโทดโดยพบว่าเมื่อกระแสอาร์ก ต่ำกว่า 16.2 แอมป์จะเกิดความไม่เสถียรภาพขึ้น อธิบายได้ว่าเมื่ออิเล็กตรอนย้อนกลับมายังบริเวณเปลือกหุ้มประจุจากพลาสมานั้นจะเกิดมีอำนาจเหนือไอออนบวกและทำให้เกิดความไม่มั่นคงของไอออนที่เปลือกหุ้มประจุ

คำสำคัญ : การอาร์กในสุญญากาศ / จุดอาร์กแคโทด / ความไม่เสถียรภาพ / พลาสมา / ไฟไนต์อิลิเมนต์


 

Research040

นายอภิชาณ ชูใจ

วิทยานิพนธ์
หัวข้อวิทยานิพนธ์ : การวิเคราะห์ผลของตัวแปรของขดลวดที่มีต่อประสิทธิภาพมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส
หน่วยกิต : 12 หน่วยกิต
ผู้เขียน : นายอภิชาณ ชูใจ
อาจารย์ที่ปรึกษา : ผศ.ดร.ณรงค์ มั่งคั่ง
: ดร. คมกฤตย์ ชมสุวรรณ
หลักสูตร : ครุศาสตร์อุตสาหกรรมมหาบัณฑิต
สาขาวิชา : วิศวกรรมไฟฟ้า
ภาควิชา : ครุศาสตร์ไฟฟ้า
คณะ : ครุศาสตร์อุตสาหกรรมและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
พ.ศ. : 2550

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประสิทธิภาพการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ 3 เฟส ขนาด 1 แรงม้า เมื่อขดลวดหรือตัวนำที่พันให้กับมอเตอร์เปลี่ยนแปลงไป โดยการนำเอามอเตอร์ที่มาจากบริษัทที่พันด้วยลวดเบอร์ 24 SW.G. มาทำการทดสอบหาค่าพารามิเตอร์ และประสิทธิภาพ และทำการพันมอเตอร์ใหม่ด้วยลวดที่เบอร์โตกว่าคือ ลวดเบอร์ 23 SW.G. มาทำการทดสอบหาหาค่าพารามิเตอร์ และประสิทธิภาพ และพันมอเตอร์ใหม่ด้วยลวดที่เบอร์เล็กกว่าคือ ลวดเบอร์ 25 SW.G. มาทำการทดสอบหาค่าพารามิเตอร์ และประสิทธิภาพ และนำผลการทดสอบมอเตอร์ทั้ง 3 แบบ มาทำการเปรียบเทียบหาประสิทธิภาพของมอเตอร์ ผลการทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ลวดเบอร์ 23 SW.G. นั้นมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น เพราะมีผลมาจากมอเตอร์รับกำลังงานไฟฟ้าในปริมาณที่ใกล้เคียงหรือเท่ากัน แต่ประสิทธิภาพในการทำงานในลักษณะของกำลังฟ้าเอาท์พุท ( POUT ) และแรงบิด ( Tsh ) มีค่าสูงกว่าของบริษัท ส่วนผลการทดสอบมอเตอร์ไฟฟ้าที่ลวดเบอร์ 25 SW.G. นั้นมีประสิทธิภาพลดลง เพราะมีผลมาจากมอเตอร์รับกำลังงานไฟฟ้าในปริมาณที่ใกล้เคียงหรือเท่ากัน แต่ประสิทธิภาพในการทำงานในลักษณะของกำลังฟ้าเอาท์พุท ( POUT ) และแรงบิด ( Tsh ) มีค่าตำกว่าของบริษัทการที่มอเตอร์มีประสิทธิภาพไม่เท่ากันนั้น มีสาเหตุมาจากระหว่างการรับกำลังไฟฟ้าอินพุท และส่งกำลังไฟฟ้าเอาท์พุทออกมานั้น ได้เกิดมีการสูญเสียในลักษณะของ Ploss ขึ้นมาระหว่างการทำงานของมอเตอร์ โดยที่ค่าความสูญเสียนั้นจะมีค่ามากในกรณีที่ขดลวดที่พันมอเตอร์มีค่าความต้านทานมาก และค่าความสูญเสียมีค่าน้อยในกรณีที่ขดลวดที่พันมอเตอร์มีค่าน้อย ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยสรุปได้ว่าองค์ประกอบที่มีผลต่อประสิทธิภาพของมอเตอร์เป็นอย่างมากและผู้ที่พันมอเตอร์สามารถแก้ไขได้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงตัวนำหรือขดลวดที่พันให้กับมอเตอร์


 

ข่าวด่วน สำนักอำนวยการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา